โรคหัวใจและหลอดเลือด ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประชากรโลก
ใน โลกนี้ทุกๆ 2 วินาทีจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าว และ 1 ใน 5
คนที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน มักจะเสียชีวิตอย่างกะทันหัน
โดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า
ส่วนใหญ่เกิดกับชายในวัยทำงานที่กำลังสร้างตัวและขะมักเขม้นกับการหาเลี้ยง
ครอบครัว สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
ที่รวมไปถึงอัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย และตามัวตามืดนั้น มีต้นตอที่เกิดจาก
“โรคหลอดเลือดแดงตีบ-ตันจากตะกรันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งและเปราะ
(Atherosclerosis)"
ซึ่งโรคนี้นับเป็นมฤตยูร้ายต้นเหตุการเสียชีวิตอย่างแท้จริง
ปัจจุบัน
พบว่าแนวโน้มการเกิดตะกรันในหลอดเลือดแดงทำให้หลอดเลือดแข็งและเปราะเพิ่ม
ขึ้น เพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น พฤติกรรมในการบริโภค
การออกแรงขยับเขยื้อนน้อยลง รวมไปถึงการไม่ได้ออกกำลัง
การใช้ชีวิตที่รุมเร้าด้วยความไม่แน่นอนทำให้เกิดความเครียดเรื้อรัง
ห่างไกลศาสนาขาดที่พึ่งทางใจ
ดังนั้นคนทุกเพศทุกวัยมีโอกาสที่จะเกิดตะกรันในหลอดเลือด
ทำให้หลอดเลือดแข็งและเปราะได้ทั้งสิ้น
อาการเริ่มแรกของโรคหัวใจขาด เลือด มักจะมีอาการเจ็บหน้าอก
เจ็บแขนซ้ายหรือกราม อึดอัดหายใจไม่ออก อ่อนเพลียและเหงื่อออกง่ายกว่าปกติ
โดยเฉพาะเมื่อหัวใจต้องทำงานหนัก เช่น ขณะออกกำลังกาย
สามารถตรวจพบโดยการทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการเดินบนสายพานพร้อมบันทึกคลื่น
หัวใจ

สำหรับ
ปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยเสริมการเกิดตะกรันในหลอดเลือดหัวใจและสมอง
มีทั้งปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ เช่น เพศ อายุ และ พันธุกรรม เช่น
การมีอายุมากขึ้น (ผู้ชายอายุ 45 ปีขึ้นไป ผู้หญิงอายุ 55 ปีขึ้นไป)
มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด
ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ 4 ประการแรกที่สำคัญคือ บุหรี่
ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน ปัจจัยเสริม ได้แก่
ความอ้วน ความเครียด เกลือ น้ำตาล
ขาดการออกกำลังกายอย่างงสม่ำเสมอสำหรับการตรวจคัดกรองเบื้องต้น ได้แก่
วัดความดันโลหิต ตรวจเลือดวัดปริมานไขมันทั้ง 6 อย่าง
วัดปริมาณน้ำตาลในเลือด
รวมทั้งการให้ข้อมูลเรื่องประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวกับแพทย์ด้วย
การ ป้องกันและดูแลสุขภาพด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม
เริ่มต้นด้วยการเลิกทำร้ายผิวในของหลอดเลือด
ด้วยการงดการสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงสูดควันบุหรี่ของคนอื่น
ลดหรืองดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ
อาทิ ผักสดผลไม้สดหลายรสและหลากสี เลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม
และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
รับประทานอาหารแต่พอดีกับแคลอรี่ที่ใช้ในแต่ละวัน
ป้องกันการสะสมไขมันที่ทำให้อ้วน มีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสม
ไม่นั่งทำงานอยู่กับโต๊ะนานเกินไป หมั่นหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ผ่อนคลายความเครียด รักษาความดันโลหิต ควบคุมระดับไขมันในเลือด
และเบาหวาน ที่สำคัญควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ
ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ ชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า
ปัจจุบันผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลดีผลเสียของการบริโภค
น้ำมันแต่ละชนิดว่าน้ำมันชนิดใดดีต่อร่างกาย
ชนิดใดไม่เหมาะสมต่อผู้ที่เป็นโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง เป็นต้น
หลายคนจึงเริ่มหลีกเลี่ยงน้ำมันไม่ดีหันมาใช้น้ำมันที่มีสัดส่วน
กรดไขมันชนิดดีมากขึ้น ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดี เช่น
น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันคาโนล่า เป็นต้น ซึ่งพบว่าจะมี
กรดไขมันดีคือชนิดไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูง
กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว มีผลต่อการเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)
และลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
หลอดเลือดและหัวใจ กรดไขมัน โอเมก้า 3 และ 6 ซึ่งเป็น "กรดไขมันจำเป็น"
หมายถึง กรดไขมันที่ร่างกายสร้างไม่ได้ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น
กรดไขมัน โอเมก้า 3 และ6 ที่ได้จากน้ำมันทานตะวัน
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและเป็นสารตั้งต้นในการสร้าง EPA และ DHA
ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือด
มีส่วนช่วยให้สมองและดวงตาทำงานได้ดี

ปัจจุบัน นักวิจัยพบว่าร่างกายของคนเราควรบริโภค กรดไขมันชนิด โอเมก้า
3 และ โอเมก้า 6
ในปริมาณที่พอเหมาะและในสัดส่วนที่สมดุลจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกาย
โดยที่สถาบันแพทย์ University of Maryland แนะนำให้บริโภค โอเมก้า 6
โอเมก้า 3 ในสัดส่วน 4 : 1
เพื่อความสมดุลของร่างกายและช่วยป้องกันภาวะผิดปกติของร่างกาย
ธรรมชาติไม่สามารถสร้างน้ำมันที่มีกรดไขมัน โอเมก้า 3 และ 6
ในสัดส่วนที่เหมาะสม
จึงเป็นทางเลือกใหม่ในการบริโภคน้ำมันชนิดใหม่ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง
“น้ำมันคาโนล่าผสมน้ำมันทานตะวัน” ซึ่งน้ำมัน 2
ชนิดนี้เป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้รักสุขภาพว่าเป็นน้ำมันที่ดีมีคุณค่าต่อ
สุขภาพ โดยนำมาผสมในสัดส่วนน้ำมันคาโนล่า 4 ส่วนต่อน้ำมันทานตะวัน 1 ส่วน
ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ผ่านการค้นคว้าแล้วว่าสมดุลและเหมาะสมกับความต้องการของ
ร่างกาย เพื่อให้ได้รับ กรดไขมัน โอเมก้า 3, 6
ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับการบริโภค
นอกจากนี้ Blended oil
ที่เกิดจากการผสมของน้ำมันคาโนล่าและน้ำมันทานตะวันในสัดส่วนนี้ยังมี
โอเมก้า 9 และวิตามินอีสูง มีจุดเดือดสูงถึง 230 องศา
จึงสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายประเภท ทั้ง ผัด ทอด ย่าง หมัก
ทำน้ำสลัด เป็นต้น
การเลือกบริโภคน้ำมันที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายต่างๆ
ซึ่งน้ำมันชนิดนี้มี โอเมก้า 3, 6
ในสัดส่วนที่สมดุลและเหมาะสมจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายและยังจะช่วย
ส่งเสริมสุขภาพได้ จึงอาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของบริโภคในยุคนี้
การรู้ทันโรคร้าย หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
โรคร้ายไหนๆ ก็มิอาจคุกคามคุณได้.
ที่มา : ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์
ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ















