|
นอกจากนี้กลุ่มมือที่สามก็อาจจะเลือกใช้เวลานี้สร้างสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่การก่อเหตุจลาจลได้ 4.
จำนวนมวลชนและยานพาหนะ ประเมินจนถึงช่วง 10 มี.ค. 53
คาดว่าจะมวลชนเข้าร่วมทั้งหมดประมาณ 70,000 คน (สูงสุดประมาณ 100,000 คน)
ยานพาหนะทุกประเภทประมาณ 5,000 คัน
สำหรับ
จำนวนมวลชนที่จะเดินทางเข้าร่วมการชุมนุม แยกตามภาคมีดังนี้ภาคเหนือ
ประมาณ 5,800 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 20,000 คน
ภาคกลางและภาคตะวันตกประมาณ 2,500 คน ภาคตะวันออกประมาณ 10,000 คน ภาคใต้
ประมาณ 500 คน และ กทม./ปริมณฑล 30,000 คน อย่างไรก็ตาม การประเมินจำนวนรถทำได้ยาก เพราะ นปช.ในพื้นที่ภาคกลาง กทม.และปริมณฑลอาจนำรถเข้าไปเองโดยไม่ลงทะเบียน 5.กลุ่มที่อาจสร้างสถานการณ์ น่าจะมี 5 กลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายของนายทหารและอดีตนายทหารที่นิยมแนวทางรุนแรงและไม่พอใจรัฐบาล หรือประธานองคมนตรีอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ได้แก่ กลุ่ม พล.ต." ข." พล.อ. "พ." กลุ่มนายทหารรุ่น 10 ที่มีพฤติกรรมเชื่อมโยงกลุ่มมาเฟีย นายทหารในสังกัด พล.อ. ช. และกลุ่มของนักการเมืองที่ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณและมีประวัติชอบใช้ความรุนแรง
6.จุดมุ่งหมาย วิธีการ และเป้าหมายของกลุ่มสร้างสถานการณ์ มี
ความเป็นไปได้ที่จะใช้การก่อเหตุเพื่อกระตุ้น/ยั่วยุ
ให้สถานการณ์การชุมนุมทวีความร้อนแรง
ทั้งการวางเพลิงลอบวางระเบิด/ขว้างระเบิด หรือ ซุ่มยิง M-79 เข้าใส่สถานที่ราชการหรือแม้กระทั่งในกลุ่มผู้ชุมนุม โดยอ้างว่าฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์เองเพื่อที่จะปราบปรามประชาชน
นอก
จากนี้ จากที่กลุ่ม นปช.เป็นที่เกลียดชังของกลุ่มบุคคลหลายกลุ่ม เช่น
บุคคลในย่านชุมชนใกล้ทำเนียบรัฐบาลที่เคยถูกกลุ่ม นปช.ทำร้าย
จึงอาจมีความเป็นไปได้ที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวจะตอบโต้ล้างแค้นได้เช่นกัน 7.
เครื่องมือด้านสงครามข่าวสาร เครื่องมือของกลุ่ม นปช.มีความหลากหลาย
ทั้งการใช้วิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์ของกลุ่ม สื่อสิ่งพิมพ์ของกลุ่ม
เว็บไซต์ การส่งข้อความสั้น (SMS)
และการประชุมกลุ่มย่อยเป็นช่องทางสำคัญในการให้ข้อมูลข่าวสาร
ปลุกเร้า/ปลูกฝังความคิดอุดมการณ์แก่สมาชิกของกลุ่ม
และประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง
รวมทั้งยังใช้เครือข่ายแท็กซี่เผยแพร่ข้อมูลผิดๆ แก่ประชาชนที่ใช้บริการ
นอก
จากนี้ การสร้างสถานการณ์ให้ปรากฏเป็นข่าวอย่างสม่ำเสมอ
ยังมีผลทำให้สื่อมวลชนทั่วไป
ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ให้ความสนใจรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่ม
นปช.มาโดยตลอด 8.ส่วนเครื่องมือด้านสงคราม
ข่าวสารของฝ่ายรัฐ ส่วนใหญ่เป็นวิทยุ โทรทัศน์ในเครือของกรมประชาสัมพันธ์
และวิทยุชุมชนในเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยเป็นหลัก
ขณะที่สื่ออื่นๆ มีการรายงานข่าวสารอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวถูกวิจารณ์ว่าขาดความเป็นกลาง ดัง
นั้นการทำสงครามข่าวสารของฝ่ายรัฐจึงเสียเปรียบ
นปช.และยังไม่สามารถโน้มน้าว/ชักจูงให้กลุ่มบุคคลที่หลงเชื่อข้อมูลของ
นปช.ปรับเปลี่ยนความคิดได้ แผนการเคลื่อนกำลังของ นปช.
ภาคเหนือ รวมพลที่ จ.นครสวรรค์ ผู้นำ คือ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ และกลุ่มเชียงใหม่ 51 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมพลที่ จ.นครราชสีมา ผู้นำ คือ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายขวัญชัย ไพรพนา นายนิสิต สินธุไพร และ นายสุทิน คลังแสง
ภาคกลางและภาคตะวันตก รวมพลที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้นำ คือนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และนายพายัพ ปั้นเกตุ ทั้งนี้ กลุ่มนี้จะรอกลุ่มจาก ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ.มาสมทบแล้วเคลื่อนพลพร้อมกัน
ภาคตะวันออก รวมพลที่ พัทยา จ.ชลบุรี ผู้นำ คือ นายสำเริง ประจำเรือ ภาคใต้ รวมพลที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผู้นำ คือ นายจรัล ดิษฐาภิชัย และนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
กทม.
แยกเป็น 10 กลุ่ม กระจายรอบ กทม.แล้วเคลื่อนมวลชนพร้อมกัน ได้แก่
วงเวียนใหญ่ สี่แยกหลักสี่ สวนลุมพินี สน.ทุ่งสองห้อง สี่แยกบางนา
สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง ศาลากลาง จ.นนทบุรี บริเวณรังสิตคลอง 4 ลำลูกกา
คลอง 4 และศาลากลาง จ.สมุทรปราการ
*******
|