"เต้านม" เป็น
อวัยวะหนึ่งของร่างกายผู้หญิงที่อยู่บริเวณหน้าอกทั้งสองข้าง
ถึงแม้เต้านมของผู้หญิงแต่ละคนจะมีรูปร่างและขนาดที่แตกต่างกันไป
แต่ล้วนมีส่วนประกอบต่าง ๆ ที่เหมือนกันนั้นคือ หัวนม ลานหัวนม ต่อมน้ำนม
และท่อน้ำนม ซึ่งคลุมด้วยผิวหนังและเนื้อเยื่อไขมัน
เต้านมเป็นอวัยวะที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา
โดยมีวัฏจักรสอดคล้องไปตามอิทธิพลของกระแสฮอร์โมนจากรังไข่
เราสามารถแบ่งช่วงการเจริญเติบโตของเต้านมออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้
1. วัยแรกรุ่น
เริ่มเมื่อเด็กสาวอายุได้ 10 - 12 ขวบ
จากหัวนมที่แบนราบในวัยเด็กก็เริ่มแตกตุ่มและวงปานนมที่ขยายขึ้น
ซึ่งการเจริญเติบโตในระยะนี้จะเป็นไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทั่วร่างกาย
โดยจะมีอาการเจ็บหน้าอกเพราะหัวนมขึ้นเป็นไตแข็ง
จนกระทั่งขยายขนาดเต็มที่เป็นเต้านมของหญิงสาววัยเจริญพันธุ์
ในเด็กผู้หญิงบางคนอาจมีการแตกตัวของเต้านมได้ไวกว่าปรกติ
ถ้าเกิดขึ้นก่อนอายุ 8 ขวบครึ่ง เราถือว่าเป็นการแตกเนื้อสาวก่อนวัย
ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการรับประทานยา
หรือจากการสร้างฮอร์โมนผิดปรกติที่รังไข่หรือต่อมหมวกไต เป็นต้น
2. วัยเจริญพันธุ์
เมื่อสาวน้อยเติบโตจากวัยรุ่นเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์
เต้านมจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ภายใต้การควบคุมของฮอร์โมน 2 ชนิด คือ
ฮอร์โมนเอสโตเจนจากรังไข่กระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของหัวนม
รวมทั้งท่อน้ำมันต่าง ๆ พร้อมกับกระตุ้นให้มีไขมันแทรกระหว่างท่อน้ำนม
ฮอร์โมนอีกชนิดคือ โปรเจสเตอโรน
ซึ่งร่างกายจะผลิตออกมาทุกเดือนตามรอบเดือน
คอยกระตุ้นปลายท่อน้ำนมให้ขยายเป็นที่อยู่ของต่อมน้ำนม
ซึ่งทำหน้าที่ผลิตน้ำนม
ดังนั้นเวลาประจำเดือนใกล้จะมาผู้หญิงจะรู้สึกเต้านมโตขึ้นและตึงคัด
จวบจนเมื่อประจำเดือนมาก็จะเป็นช่วงที่เต้านมคลายความตึงตัวลง
ผู้หญิงในวัยประมาณ 25 ปีหรือที่พ้นวัยรุ่นไปแล้ว
ถือว่าเต้านมเจริญเติบโตเต็มที่เรียบร้อย
เว้นแต่ต่อมน้ำนมยังไม่เจริญและสร้างน้ำนมเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงในวัยเจริญพันธุ์ ถ้าไม่มีการตั้งครรภ์เลย
เต้านมก็จะเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ
ตามรอบของประจำเดือนทุกเดือนเช่นนี้เรื่อยไปประมาณ 20 - 25 ปี
จนเริ่มเข้าสู่วัยทอง
3. ช่วงตั้งครรภ์และให้นมลูก
ในระหว่างที่มีการตั้งครรภ์ ตั้งแต่เริ่มมีการปฏิสนธิ
ฮอร์โมนจากรกที่เริ่มก่อตัว
จะเป็นตัวสำคัญที่กระตุ้นรังไข่ให้มีการหลั่งฮอร์โมนเพศหญิง ได้แก่
เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะกระตุ้นให้เต้านมจากขนาดปรกติให้เริ่มขยายขึ้น
โดยเฉพาะต่อมน้ำนมและท่อน้ำนมที่มีอยู่ประมาณ 15-20 ท่อจะแตกตัวขึ้นมาก
รวมทั้งหัวนมจะมีสีเข้มขึ้น มองเห็นเส้นสีคล้ำ ๆ รอบ ๆ นม
เพื่อให้เต้านมอยู่ในสภาพพร้อมที่จะเป็นคุณแม่อย่างสมบูรณ์
จนกระทั่งหลังคลอด เมื่อลูกเริ่มดูดนมแม่
การดูดนมจะเป็นตัวกระตุ้นต่อมใต้สมองให้มีการสร้าง ฮอร์โมนโปรแลคติน
มากขึ้น ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะกระตุ้นต่อมน้ำนมให้ผลิตน้ำนม
และไม่ว่าเต้านมขนาดเล็กหรือใหญ่ล้วนมีน้ำนมพอ ๆ กัน
ตามปรกติแล้ว ในช่วงแรกหลังคลอด เต้านมจะยังไม่สร้างน้ำนมทันที
แต่จะมีน้ำคัดหลั่งที่เรียกว่า "คอลอสตรัม" หรือน้ำนมเหลือง
ซึ่งถือเป็นตัวภูมิชีวิตขั้นแรกที่สร้างภูมิต้านทานให้แก่เด็กตั้งแต่แรก
เกิด จนกระทั่งหลังคลอดแล้วประมาณ 2-5 วัน
น้ำนมก็จะเริ่มผลิตได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อลูกหยุดกินนมแม่
น้ำนมที่สร้างมาไม่ได้ถูกดูดไป
ก็จะเกิดการคั่งอยู่อยู่ในกลีบต่อมน้ำนมย่อยและท่อน้ำนม จนเกิดการพองตัว
ทำให้เลือดมาหล่อเลี้ยงได้น้อยลง ในที่สุดเซลล์ต่อมน้ำนมก็จะค่อย ๆ
ลดลงจนหมดไป แล้วเต้านมก็จะค่อย ๆ เล็กลงจนเท่าขนาดก่อนตั้งครรภ์
4. วัยทอง
เมื่อผู้หญิงเริ่มเข้าวัยหมดประจำเดือน
ระดับของฮอร์โมนหญิงหรือเอสโตรเจนจะลดลง เนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน
การเปลี่ยนแปลงนี้ยังรวมถึงผู้หญิงที่มีความจำเป็นต้องตัดรังไข่ออกก่อนวัย
อันควร
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลต่อทั้งด้านจิตใจและสรีระร่างกาย
รวมทั้งความเต่งตึงของเต้านมลดลง จนทำให้หน้าอกดูเหี่ยวและหย่อนยานได้
เพราะเมื่อฮอร์โมนเพศลดลง เต้านมในส่วนของต่อมน้ำนมจะค่อย ๆ ฝ่อไปจนหมด
รวมทั้งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบ ๆ เส้นเลือดที่มาเลี้ยงเต้านมก็จะลดลง
เหลือเพียงท่อน้ำนมเท่านั้นที่ยังคงอยู่
รู้ทันอาการผิดปรกติและโรคของ "เต้านม"
เต้านมเกิน
การมีเต้านมเกินมักพบได้บริเวณรักแร้ บางครั้งอาจพบหัวนมเกินร่วมด้วย
ซึ่งพบได้ตามแนวจากรักแร้ลงมาตามท้องถึงขาหนีบ
ภาวะนี้จะเห็นเด่นชัดเมื่ออายุมากขึ้น หรือในช่วงตั้งครรภ์และมีลูก
บางคนอาจมีน้ำนมไหลออกมาได้
จากการสังเกตจะพบเป็นก้อนเนื้อห้อยบริเวณรักแร้ ภาวะนี้ไม่มีอันตรายใดๆ
แต่เพื่อความสวยงามก็สามารถผ่าตัดออกได้
เต้านมโตไม่เท่ากัน
เต้านมคนเราสองข้างบางครั้งก็โตไม่เท่ากันได้
แต่ส่วนใหญ่จะแตกต่างกันไม่มากนัก ความแน่นของเต้านมอาจไม่เท่ากัน
ซึ่งเกิดได้เนื่องจากเนื้อเต้านมตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศได้ไม่เท่ากัน
ถ้าหากความแตกต่างมากจนเห็นได้ชัดก็สามารถผ่าตัดแก้ไขได้
การผ่าตัดสามารถทำการผ่าตัดลดขนาดเต้านมลง
หรือผ่าเพื่อเสริมข้างที่เล็กให้ใหญ่ขึ้น
เต้านมโตเกิน
เต้านมโตเกินมักเกิดขึ้นในวัยสาวช่วงอายุ 13-35 ปี
เต้านมจะขยายโตขึ้นมากกว่าปกติ
การมีเต้านมที่ใหญ่เกินมักจะมีผลทางด้านจิตใจโดยเฉพาะช่วงวัยรุ่น
แต่ไม่มีอันตรายใดๆ มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ถ้าเต้านมโตมาก ๆ
จนมีผลเสียต่อร่างกาย สังเกตได้จากผลของน้ำหนักของเต้านมที่มากเกินไป
ทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดไหล่ หรือมีจุดอับชื้นที่ราวนมได้
ถ้ามีอาการดังกล่าวก็สามารถผ่าตัดแก้ไขให้มีขนาดเต้านมที่เล็กลง
หัวนมบอด
เป็นอาการที่หัวนมบุ๋มลงไปในเต้านม
เกิดจากมีความผิดปกติในช่วงการพัฒนาของเต้านม
มีการหยุดการเจริญของหัวนมก่อนกำหนด ทำให้หัวนมหดสั้น
และมีเนื้อเยื่อพังผืดดึงรั้ง มีผลทำให้การดูแลทำความสะอาดลำบาก
เกิดการติดเชื้อได้ง่ายและที่สำคัญคือ ให้นมลูกได้ยาก เด็กจะดูดนมได้ลำบาก
ในรายที่เป็นไม่มากสามารถแก้ไขได้ โดยทำการดึงนวดบ่อย ๆ
ตั้งแต่เมื่อรู้ว่าเริ่มตั้งครรภ์
แต่หากหัวนมบอดเกิดขึ้นภายหลังวัยสาวรุ่น
ให้นึกเสมอว่าอาจมีความผิดปกติที่สำคัญเกิดขึ้น
และเป็นอาการเตือนให้มาปรึกษาแพทย์
การปวดเต้านมตามรอบเดือน
การปวดเต้านมตามรอบเดือนเป็นอาการที่พบได้บ่อยของสาว ๆ
และหลายคนมักไปพบแพทย์กันค่อนข้างเร็ว เนื่องจากเกรงว่าจะมีความผิดปกติ
หรือคิดว่าเป็นอาการของมะเร็งเต้านม แต่ในความเป็นจริงแล้ว
มะเร็งเต้านมมักตรวจพบก้อนก่อน และมักไม่มีอาการเจ็บปวด
การปวดเต้านมเพียงอย่างเดียวโดยที่ตรวจไม่พบความผิดปกติอื่น ๆ
อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องรับการรักษา
เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ
แต่ในบางครั้งถ้าอาการปวดรุนแรงจนรบกวนชีวิตประจำวันควรปรึกษาแพทย์
เนื้องอกชนิดธรรมดา หรือก้อนไฟโบรอะดีโนมา (Fibroadenoma) ก้อน
ที่เต้านมนี้พบได้บ่อยในวัยรุ่น
และเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นเนื้องอกธรรมดา
เนื้องอกชนิดนี้เกิดจากการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศ ในช่วงที่มีการพัฒนาเต้านม
ปกติก้อนจะมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร อาจพบว่าโตขึ้นได้ช้าๆ
และไม่มีอาการเจ็บปวด ก้อนจะมีลักษณะกลมกลิ้งไปมาได้เวลาคลำ
การพบเนื้องอกชนิดนี้ถ้าได้รับการตรวจวินิจฉัยที่แน่นอนแล้ว
อาจไม่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดเอาก้อนออกเสมอไป
เนื่องจากก้อนเนื้อนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเนื้อร้ายในภายหลัง
นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่า หนึ่งในสามของก้อนที่พบยุบฝ่อลงไปได้เอง
อีกหนึ่งในสามจะโตขึ้นเรื่อย ๆ และอีกส่วนหนึ่งจะมีขนาดคงที่
ยกเว้นในกรณีที่ก้อนมีขนาดใหญ่กว่า 2 เซนติเมตร หรือมีขนาดโตขึ้น
ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม
ซีสต์หรือถุงน้ำที่เต้านม
เกิดขึ้นจากการกระตุ้นของฮอร์โมน
เพราะในช่วงของรอบเดือนจะมีการสร้างสารน้ำต่าง ๆ ขึ้นในส่วนของเต้านม
เมื่อมีการสร้างสารน้ำและการดูดกลับคืนไม่สมดุลกันก็จะเกิดเป็นถุงน้ำ
ค้างอยู่ ซีสต์อาจจะมีขนาดโตขึ้นเล็กน้อย หรือหายไปได้เองตามช่วงต่าง ๆ
ของรอบเดือน ซีสต์หรือถุงน้ำพบได้บ่อยขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น
และอาจมีอาการปวดบริเวณก้อนร่วมด้วย
สำหรับหลังวัยที่หมดประจำเดือนซีสต์จะค่อย ๆ หายไปได้เอง
แต่ถ้าพบอาการปวดร่วมด้วย
หรือซีสต์มีขนาดใหญ่เพียงการใช้เข็มเจาะดูดน้ำออกก็เป็นการเพียงพอแล้ว
ส่วนในกรณีน้ำที่ดูดออกมามีเลือดปนก็จะถูกส่งไปตรวจเพิ่มเติม
เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเซลล์ที่ผิดปกติร่วมอยู่ด้วย
มะเร็งเต้านม
มักจะพบมากในผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
แต่ปัจจุบันยังพบได้ในผู้ที่มีอายุน้อยลงเพิ่มมากขึ้น
อาการที่พบได้บ่อยที่สุด คือ การคลำพบก้อน ไม่มีอาการปวดหรือเจ็บ
หากตรวจพบมะเร็งได้ในระยะเริ่มแรกจะมีโอกาสหายขาดสูงมาก
นอกจากนี้อาการผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจจะพบร่วมด้วย ได้แก่
การมีน้ำหรือเลือดออกจากหัวนม มีแผลที่ลานหัวนม หัวนมบุ๋ม
ผิวหนังของเต้านมบวมหรือถูกดึงรั้ง ก้อนที่มีขนาดโตขึ้นและไม่เจ็บ
ก้อนอาจคลำได้ไม่ชัดเจน หรือพบก้อนที่รักแร้ร่วมด้วย เป็นต้น
หากตรวจพบความผิดปรกติหรือโรคต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว
ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคเพิ่มเติมและทำการรักษาต่อไป
แต่ทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงทุกคนคือ การรู้จักหมั่นตรวจสอบสภาพร่างกาย
และดูแลเต้านมของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
ที่มา .... ชีวจิต