สธ.เตือนสาววัยใสฮิตแฟชั่น “ขาสั้นโชว์เรียวขา” ระวังตกเป็นเป้ายุงลาย
ดร.
พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์โรคไข้เลือดออก
ภายหลังเปิดประชุมวิชาการการพยาบาล
เพื่อพัฒนาระบบบริการดูแลประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือที่โรงแรมไพลิน
จังหวัดสุโขทัย เมื่อเช้าวันนี้(25 กันยายน 2553) ว่า สถานการณ์โรคในปีนี้ยังน่าห่วงมาก จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกสูงกว่าปีที่ผ่านมาเกือบ 2 เท่าตัว ตั้งแต่เดือนมกราคม - 21 กันยายน 2553
ทั่วประเทศมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสมทั้งหมด 86,407 ราย
มีผู้ป่วยเพิ่มเฉลี่ยวันละ 785 ราย โดยผู้ป่วยประมาณ 2 ใน 3
ต้องนอนโรงพยาบาล เนื่องจากมีอาการรุนแรง และกว่าร้อยละ 99.8 รักษาหาย
มีเสียชีวิตรวมทั้งหมด 100 ราย โดยอยู่ในภาคใต้มากที่สุด 49 ราย
รองลงมาคือภาคกลาง 21 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18 ราย และภาคเหนือ 12
ราย
ดร.
พรรณสิริกล่าวว่า ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก พบได้ทุกกลุ่มอายุ
แต่กลุ่มที่มีอัตราป่วยสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประชาชนทุก100,000คน
คืออายุ 10-14 ปี พบได้แสนละ 332 คน รองลงมาอายุ 5-9 ปี พบแสนละ 259 คน
กลุ่มอายุ 15-19 ปี พบแสนละ 231 คน และกลุ่มอายุ 20-24 ปี พบแสนละ 130
คน สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก
และอาจเพิ่มความเสี่ยงในการป่วยเป็นไข้เลือดออกมากขึ้น
ก็คือเรื่องการแต่งตัวของวัยรุ่นไทย
ซึ่งขณะนี้กำลังฮิตใส่กางเกงขาสั้นตามแฟชั่นเกาหลี บางคนใส่สั้นมากจนเห็นต้นขา แฟชั่นแบบนี้ยุงลายจะชอบ เพราะมีพื้นที่ให้ยุงเลือกเจาะดูดเลือดได้ง่าย และอาจถูกกัดได้วันละหลายตัว ดัง
นั้นเพื่อลดความเสี่ยงถูกยุงลายกัด หากเป็นไปได้
ขอความร่วมมือประชาชนทุกคนให้สวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด เช่นใส่กางเกงขายาว
เสื้อแขนยาวที่มีสีอ่อนๆ ไม่ใช้สีดำที่ยุงชอบ
เพื่อปกปิดร่างกายไม่ให้ยุงลายกัดได้ง่ายขึ้น
ดร.
พรรณสิริกล่าวต่อว่า ในการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกขณะนี้
กระทรวงสาธารณสุข ได้เร่งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ และ อสม.
ร่วมกันรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนช่วยกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
ทุก 5-7 วัน โดยเฉพาะในบ้านเช่นน้ำในแจกันไม้ประดับ น้ำหล่อขาตู้กับข้าว
และรอบๆ บ้าน เช่นน้ำในจานรองกระถางต้นไม้ประดับ
เศษวัสดุเก่าที่น้ำขังได้ เป็นวิธีการลดปริมาณยุงลายที่ดีที่สุด
ส่วนด้านการรักษาผู้ป่วย ได้เน้นย้ำให้แพทย์ พยาบาลทุกคน
ปฏิบัติตามมาตรฐาน หากพบผู้ป่วยทุกวัยที่มีไข้สูง
ขอให้นึกถึงโรคไข้เลือดออกไว้ก่อน เพื่อการดูแลอย่างทันท่วงที
ประชาชนที่ป่วยมีอาการไข้สูง
หากกินยาลดไข้หรือเช็ดตัวด้วยน้ำธรรมดาแล้วไข้ไม่ลดลงภายใน 2 วัน
หรือผู้ป่วยมีอาการซึม อาเจียน
ก็ขอให้นึกถึงว่าอาจป่วยเป็นไข้เลือดออก ให้รีบพาไปพบแพทย์
เพื่อลดความเสี่ยงเสียชีวิต
ทั้ง
นี้ สาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยไข้เลือดออกที่ผ่านมา
ส่วนใหญ่มักไปโรงพยาบาลเมื่อมีอาการรุนแรงไปแล้ว คือมีภาวะซ็อค
เนื่องจากมีเลือดออกในอวัยวะภายใน
ทาง
ด้าน นายแพทย์อนุตรศักดิ์ รัชตะทัต
ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค
กล่าวว่านิสัยของยุงลายตัวเมียที่เป็นตัวการนำเชื้อไข้เลือดออก
มักจะชอบออกหากินในช่วงกลางวัน จากการศึกษา
วิจัยพบว่าสิ่งที่ดึงดูดให้ยุงลายมากัดคนมี 3 ประการคือ คือกรดแลคติค
(Lactic acid) ที่อยู่ในเหงื่อ
ก๊าซ-คาร์บอนไดออกไซด์ที่ขับออกมาจากลมหายใจและอุณหภูมิในร่างกาย
เมื่อยุงลายที่อยู่ในรัศมี 100 เมตรสัมผัส 3 สิ่ง ที่กล่าวมา
ก็จะบินมาหาเป้าทันที
วิธีการป้องกันยุงกัด
ประชาชนควรรักษาความสะอาดร่างกาย หมั่นอาบน้ำชำระเหงื่อไคลให้สะอาด
อย่าใช่วิธีซักแห้งเป็นอันขาด โดยเฉพาะเด็กๆ ภายหลังเล่นมาแล้ว
ควรให้อาบน้ำก่อนนอนกลางวัน หรือให้นอนในมุ้ง เพื่อป้องกันยุงกัด
นอกจากนี้วิธีการป้องกันยุงกัด ที่ประชาชนนิยมใช้ขณะนี้ก็คือยาทากันยุง
ซึ่งมีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด มีทั้งผลิตจากสมุนไพรธรรมชาติ
เช่นตะไคร้หอม เป็นต้น และมียาทากันยุงที่ผลิตมาจากสารเคมีและมีกลิ่นหอม
ซึ่งมีทั้งชนิดสเปรย์น้ำ ชนิดผสมเป็นโลชั่น
โดยสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบหลักของยาทากันยุงชนิดนี้ได้แก่ เบนซิล
เบนโซเอท (Benzyl benzoate) สารดีอีอีที (DEET) หรือซิโตรเนลลาออยล์
ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ยาทากันยุงนั้น ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น
นาย
แพทย์อนุตรศักดิ์กล่าวต่อว่า ในการใช้ยาทากันยุง
ควรปฏิบัติตามคำเตือนที่แนะนำบนฉลาก
โดยเฉพาะการใช้ยาทากันยุงในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 4 ปีจะต้องระมัดระวัง
ต้องเลือกชนิดที่ไม่มีส่วนประกอบของสารดีอีอีที
เนื่องจากสารอาจซึมเข้าผิวหนังเด็กได้ง่ายเพราะผิวเด็กมีสภาพอ่อนบางกว่า
ผู้ใหญ่ อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้
ในการซื้อสามารถดูรายละเอียดที่ระบุในฉลากข้างขวดได้ ทั้งนี้
ก่อนใช้ยาทากันยุง ควรทดสอบอาการแพ้ก่อน โดยทาหรือพ่นที่ข้อพับของแขน
หากเกิดผื่นคัน ผื่นแดงหรือรู้สึกร้อน ต้องหยุดใช้
และห้ามทาบริเวณที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน เช่น บริเวณใกล้ตา ริมฝีปาก
เปลือกตา รักแร้ หรือบริเวณแผล ภายหลังการใช้ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน
